อิทธิปาฏิหาริย์ "หลวงพ่อบุญทัน"
ประสบการณ์ชีวิตของหมอลำ
"รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์"
นางชวาลา หาญสุรีย์
ดิฉันสมรสกับนายบุญถือ หาญสุรีย์ หัวหน้าคณะหมอลำ รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งขณะนั้น มีสมาชิกในวงเพียง 19 คน แต่การดูแลควบคุมวงมีปัญหามากเพราะพื้นฐานของแต่ละครอบครัวอบรมมาไม่เหมือนกัน
ดิฉันและสามีจึงชอบแสวงหาหมอดู คุณบุญถือ เป็นคนชอบแสวงหาวิชาอาคม เครื่องรางของขลัง แล้วนำมากราบไหว้บูชา แต่แม้จะพยายามอย่างไร หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็ไม่มีเก็บ ถึงจะทำไร่ทำนาด้วย หาได้เท่าไหร่ก็ไม่เหลือ เป็นเพียงหมอลำชาวบ้านธรรมดา
วันหนึ่งชาวบ้านสะอาดชวนกันไปกราบนมัสการพระที่มาอยู่ที่วัดป่าสามัคคีสันติธรรม บ้านค้อ อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งชาบ้านเล่าลือกันว่า "มีพระธรรมยุติองค์หนึ่ง ชื่อ "หลวงพ่อบุญทัน ปุญฺญทตฺโต" ใครมีปัญหาอะไร ท่านจะนั่งดูให้แม่นเหมือนตาเห็น ทายถูกทุกอย่าง พวกเราจึงได้ไปถวายจังหันพร้อมกับชาวบ้าน
วัดป่าแห่งนั้นกว้างใหญ่ร่มรื่นและเงียบสงบ เมื่อหลวงพ่อขึ้นมาบนศาลา ท่านไม่พูดคุยกับพระเณร ใครถามท่านก็ตอบเบา ๆ เมื่อญาติโยมประเคนสำหรับอาหารแล้ว หลวงพ่อท่านได้ให้พรและฉันข้าวในบาตร ท่านจะไม่พูดคุยกับใครในเวลาฉันอาหาร
เมื่อฉันอาหารเสร็จ หลวงพ่อจะไปที่กุฏิรับแขก ซึ่งมีญาติโยมรออยู่มากมาย ต่างก็ถามปัญหาของตนให้หลวงพ่อพิจารณานั่งดูให้ เมื่อถึงคิวของดิฉัน ท่านบอกว่า "ปานกลาง ไม่ดีมาก แต่ปีหน้าจะดี ให้ทนเอา"
ตั้งแต่นั้นมาเมื่อว่างจากงานแสดง ดิฉันและคุณบุญถือจะไปถวายจังหันที่วัดของหลวงพ่อเสมอ มีวันหนึ่งเราได้ไปติดต่อเหมารถนายไร พอรุ่งเช้าก็ออกมารอรถจนเกือบจะสองโมงเช้า รถก็ไม่มา คุณบุญถือจึงรีบหายืมรถจักรยานไปที่บ้านนายไร นายไรบอกว่า "พ่อตาไม่ให้ไปวัด เพราะใช้เวลานานเกินไป ถ้าวิ่งรถโดยสารจะวิ่งได้ถึงสามสี่รอบ" คุณบุญถือขอร้อและว่าจะจ่ายเงินเพิ่มให้ นายไรก็ไม่ยอมไป
คุณบุญถือกลับมาบอกดิฉันว่าคงจะไม่ได้ไปแล้ว ดิฉันจึงให้หายืมรถจักรยานยนต์ไปเหมารถที่บ้านหนองโจดซึ่งอยู่ห่างออกไปอีก 3 กิโลเมตร ได้รถไดฮัทสุคันเล็ก ๆ เราจึงรีบช่วยกันขนอาหารขึ้นรถไปวัด
เมื่อถึงวัดพระเณรต่างนั่งสมาธิด้วยอาการสงบ เราช่วยกันรีบยกอาหารขึ้นไปบนศาลา หลวงพ่อพูดขึ้นว่า "อาตมากำลังรออยู่" เราต่างแปลกใจ เพราะเราไม่ได้เรียนท่านล่วงหน้าว่าจะมา ชาวบ้านล้วนสงสัยว่า เกินเวลาฉันมานานแล้ว ทำไมหลวงพ่อยัไม่พาพระเณรฉันอาหาร หลวงพ่อถามคุณบุญถือว่าทำอะไรอยู่ถึงได้มาสาย ท่านพูดต่อว่า "บุญเจ้ามีมากถึงมาสายก็ยังทัน สมกับที่เจ้าตั้งใจมาทำบุญ"
เมื่อหลวงพ่อฉันเสร็จแล้วได้ไปที่กุฏิรับแขก ชาวบ้านต่างนำปัญหาของตนกราบเรียนหลวงพ่อ เมื่อถึงคิวของเราท่านถามว่า "ยังไม่มีรถหรือ เวลาไปแสดงต้องเช่ารถเขาใช่ไหม หมอลำถ้าไม่มีรถจะไม่สะดวก" แล้วท่านก็บอก "อยากได้รถอะไร ให้จุดธูปอธิษฐานขอจากหลวงปู่สุริยันต์"
เทพภูมิของวัดป่าสามัคคีสันติธรรม มี 2 องค์ องค์แรก คือหลวงปู่สัมฤทธิ์ เป็นเทพภูมิที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดมาก่อน องค์ที่ 2 คือหลวงปู่สุริยันต์ เป็นตาปะขาวมาจากเขาพระวิหาร ครั้งแรกที่หลวงพ่อจะมาตั้งวัด หลวงปู่สุริยันต์หวงมาก ต้องต่อสู้กันถึง 3 คืน สุดท้ายหลวงปู่สุริยันต์ก็ล้มชักลงและขอยอมแพ้ โดยคลานเข้ามากราบหลวงพ่อแล้วกล่าวว่า "นับแต่นี้ไป ข้าขอถวายตัวเป็นผู้ช่วยหลวงพ่อ"
หลังจากดิฉันจุดธูปขอรถจากหลวงปู่สุริยันต์ ตอนกราบลาหลวงพ่อท่านบอกว่าจะสมหวังทุกประการ ดิฉันขอเป็นรถปิกอัพ เพื่อจะได้ขับมาทำบุญใส่บาตรกับหลวงพ่อ ตอนขากลับคนขับรถที่ชื่อนายรัตน์ได้เข้าไปกราบลาหลวงพ่อท่านบอกว่า "เจ้าพาคนมาทำบุญ กลับไปให้เจ้าได้บุญทันตา"
ตอนนายรัตน์ขับรถพาพวกเรากับ ขณะรถวิ่งผ่านโรงงานสุราไทยเรืองเก่า มีชายคนหนึ่งยืนโบกให้รถจอด เขาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเกษตรซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 คน แต่รถประจำทางไม่ค่อยมีทำให้ไปทำงานไม่ทัน เขาเหมารถนายรัตน์เป็นเดือน ให้รับส่ไปโรงเรียนช่วงเช้าและเย็น และได้วางเงินมัดจำ 1,500 บาท
นายรัตน์ดีใจว่าหลวงพ่อช่วยเขาแล้ว เขานึกถึงตอนหลวงพ่อย้ำเรียกเขาไปเป่าหัว เขาตีเป็นเลขว่า "แปดห้า" วันนั้นเป็นวันหวยออก นายรัตน์ซื้อหวยถูกอีก ส่วนพวกดิฉันก็มีเจ้าภาพมารออยู่ที่บ้าน เราได้รับงานจากเจ้าภาพและได้รับเงินมัดจำค่าจ้างเช่นกัน
หลังจากที่เราไปกราบและปวารณาตัวเป็นศิษย์ขอหลวงพ่อแล้ว การไปแสดงในงานมหรสพต่าง ๆ ปรากฏว่าคณะของเราได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เมื่อออกไปแสดงหน้าเวทีเงินทองก็ไหลมาเทมา ผู้ชมให้ความสนใจรักใคร่เมตตา นิยมชมชอบมากยิ่งขึ้น
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อถามคุณบุญถือว่า "สูบบุหรี่มากใช่ไหม เสียงเริ่มเสียแล้ว ถ้าไม่เลิกบุหรี่ จะเจ็บป่วย ต้องพยายามเอาชนะใจตัวเองให้ได้ คิดว่าจะเลิกสูบบุหรี่ได้ไหม" คุณบุญถือว่า "คงเลิกยากครับ" หลวงพ่อบอกว่า "อาตมาจะเสกยาให้ไปอม ถ้าหากอยากสูบบุหรี่ ให้ยกมือพนมและอธิษฐานถึงคุณพระรัตนตรัยแล้วให้อมยานี้ จะทำให้ไม่อยากสูบบุหรี่"
หลังจากรับยามาอมคุณบุญถือหยุดสูบบุหรี่ได้ 7 วัน เมื่อยาอมหมด เขาเริ่มมีอาการผิดปกติ ชอบหลบซ่อน เข้าห้องน้ำนานครั้งละเป็นชั่วโมง ดิฉันลอบสังเกตดูว่าคุณบุญถือจะจริงจังกับสัจจะที่ให้ไว้กับหลวงพ่อหรือไม่ แต่เขาพยายามอยู่ห่างดิฉัน เมื่อดิฉันเข้าไปดูในห้องน้ำปรากฏว่ามีกลิ่นบุหรี่ ดิฉันถามเขาว่าแอบสูบบุหรี่หรือเปล่า เขาว่าไม่ได้สูบแต่ไม่ยอมสบตา ดิฉันจึงว่า "คุณเข้าห้องน้ำนานผิดปกติและฉันได้กลิ่นบุหรี่" คุณบุญถือตะคอกว่า "บอกว่าไม่ได้สูบ พูดอะไรซ้ำซาก" ท่าทางเขาผิดปกติเหมือนถูกผีเข้า
บังเอิญมีหมอทรงมารักษาคนป่วยที่บ้านพี่สาวของคุณบุญถือ พวกเราจึงได้แต่งขันดอกไม้ไปให้ดูให้ว่า คุณบุญถือเป็นอะไร ทำไมดูซึมเหมือนโดนของ หมอทรงนั่งดูแล้วเอ่ยขึ้นว่า เขาผิดสัจจะกับหลวงพ่อมหาบุญทัน ถ้าเขาไปกราบขอขมาหลวงพ่อก็จะหาย ขณะนั้นอาการของคุณบุญถือเริ่มเป็นหนัก อาเจียนติดต่อกันจนแทบจะไม่ได้หายใจ เหงื่อไหลท่วมตัว
ดิฉันรีบนำคุณบุญถือไปพบหลวงพ่อ ท่านถามว่า "สูบบุหรี่ใช่ไหม" แกตอบว่า "เมื่อยาอมหลวงพ่อหมด มีเสียงมากระซิบบอกผมว่า เลิกสูบบุหรี่ทำไม สูบแล้วดี อย่าเลิก ผมจึงแอบไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำหลายมวน"
หลวงพ่อหยิบยาอมกระป๋องใหม่มาปลุกเสก แล้วพูดขึ้นว่า "ครั้งนี้เจ้าจงเอาชนะใจตนเองให้ได้ ต่อสู้กับมันอย่าใจอ่อน ให้ตัดรากถอนโคนกันเลย" ท่านส่งกระป๋องยาให้ พร้อมกับกระดาษอีกแผ่นหนึ่งมีข้อความเขียนไว้ว่า "ชนะตนเองดีกว่าชนะข้าศึกเป็นร้อยเป็นพันในสนามรบ คนเหล่านี้ถือว่าเป็ฯยอดขุนพล"
ยาอมกระป๋องใหม่นับว่ามีอำนาจมาก คุณบุญถือสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้นับแต่วันนั้นทำให้เขาดูดีมีราศรี ผิวพรรณสดใส จิตใจเยือกเย็น เสียงใส อาการไอหายไปหมด
เมื่อความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้น จนมีเงินมากพอที่จะซื้อรถเราจึงไปกราบหลวงพ่อว่าเราอยากได้รถหกล้อ ไว้ใช้ขนลำโพงและเครื่องเสียง ท่านบอกว่าตามวิถีชีวิตของพวกเรา ปรากฏเห็นแต่รถปิคอัพจอดอยู่ รถหกล้อนั้นยังอยู่ห่างไกล ถ้าซื้อรถหกล้อจะเกิดปัญหาไม่ราบรื่น
ดิฉันจึงคิดถึงเมื่อครั้งที่หลวงพ่อให้จุดธูปอธิษฐานขอรถกับหลวงปู่สุริยันต์เมื่อสามปีก่อน เราขอเป็ฯรถปิคอัพ เพราะอยากได้รถมาถวายจังหัน แต่ขณะนี้มีเงินมาก จึงอยากได้รถหกล้อ หลวงพ่อบอกว่าเราจะข้ามขั้นตอนไม่ได้ ต้องทำตามคำอธิษฐาน จึงจะไม่เสียสัจจะ แล้วรถหกล้อก็จะตามมา เพราะท่านนั่งภาวนาดูเป็นรถหกล้อจอดต่อกันไปอีกหลายคัน หากเราขยันหมั่นเพียร ฝึกปฏิบัติธรรม รถก็จะไปเทมา
หลวงพ่อกำชับว่า ห้ามเลือกรถเป็นสีแดงและชมพู ดิฉันจึงเลือกสีเหลือง เพราะรถคันนี้ดิฉันได้มาจากบารมีหลวงพ่อ ซึ่งห่มคลุมจีวรเหลือง
เมื่อดิฉันและคุณบุญถืออยากจะสร้างบ้านใหม่ เราไปกราบเรียนหาวันปลูกบ้านจากหลวงพ่อ เมื่อท่านหาวันให้เรียบร้อยแล้ว พ่อเฒ่าผู้แก่บอกว่าวันที่หลวงพ่อหาให้นั้น ในตำราถือเป็นวันอุบาต ให้เอาวันใหม่ คุณบุญถือจึงเปลี่ยนวันปลูกบ้านใหม่ตามที่พ่อเฒ่าผู้แก่าหาให้
ก่อนถึงวันปลูกบ้านที่บ้านหนองตับเต่า ตำบลป่าปอ อำเภอบ้านไผ่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของดิฉัน ขระที่พวกช่างเตรียมดึงเชือกวางดิ่ง ขุดหลุมเอาฤกษ์ เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น ดิฉันเกิดอาการปวดท้องจนตัวสั่น นั่งนอนก็ไม่ได้ สุดทรมานเหงื่อไหลโชกทั้งตัว มือเท้าสั่น
ญาติพี่น้องรีบช่วยกันหายาต้มและก่อไฟต้มน้ำ เพื่อให้ดิฉันได้กินน้ำร้อน อาการจะได้หาย พอหม้อต้มยาเดือดกำลังจะยกลง ลูกสาวดิฉันอายุ 3 ขวบวิ่งมาชนหม้อน้ำร้อนล้มโครมร้องไห้วุ่นวาย ช่างที่กำลังขุดหลุมต้องมาช่วยพาลูกเจี๊ยบและดิฉันนำส่งโรงพยาบาลพร้อมกัน
ดิฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเราผิดสัจจะกับหลวงพ่อท่านหาวันปลูกบ้านให้ แต่เราไม่ทำตาม คุณบุญถือบอกว่าถ้าสร้างบ้านเสร็จ ต้องนิมนต์หลวงพ่อมาช่วยแก้ให้ หลังจากบ้านสร้างเสร็จเราจึงทำพิธีขึ้นบ้านใหม่แบบสมัยเก่าไปก่อน โดยคิดว่าถ้ามีเงินจึงจะกราบนิมนต์หลวงพ่อ มาสวดมนต์ฉันอาหารเพื่อความเป็นสิริมงคล
แต่ขึ้นบ้านใหม่ได้ไม่กี่วัน เหตุการณ์ร้ายก็เกิดขึ้นอีก ขณะดิฉันเข้านอนยังไม่ทันหลับ ได้ยินเสียงประตูเปิดแล้ว เหมือนมีคนเดินเข้ามา และมีลมพัดวูบลงข้าง ๆ ตัวดิฉัน ดิฉันขนลุก เท้าชามือชา แน่นหน้าอกเหมือนใจจะขาด ร้องเรียกให้ญาติพี่น้องมาช่วยกัน
ลุงอ่อนลูกของป้าดิฉันร้องถามว่า "มึงเป็นอะไร กูดูตามึง ต้องโดนผีเข้าแน่นอน มันไม่กล้าสบตากู" แล้วลุงอ่อนก็เอามือจับฝ่าเท้าดิฉัน ดิฉันร้องกรี๊ดอย่างแรงแล้วพูดว่า "กูนั่งดูมันทุกวัน กูอยากกินตับมัน ตั้งแต่มันสร้างบ้านแล้ว"
ดิฉันรู้ว่ากำลังพูดอะไร แต่ห้ามตัวเองไม่ได้ คนเข้ามามุงดูกันมากมาย บางคนร้องถามว่า "มึงมาจากไหน" ดิฉันตอบว่า "เป็นปอบ อย่ามาถาม ลูกเป็นสาวแล้วเขาจะอาย" ญาติพี่น้องจึงไปตามหมอธรรมประจำบ้านมา ดิฉันร้องขึ้นว่า "อย่าเอาฝ้ายมาผูก บ้านอยู่ตรงข้ามบ้านมัน อยากกินตับมัน ไม่เคยกลัวใคร กลัวหลวงพ่อบุญทันเท่านั้น"
เมื่อหมอธรมเข้ามา ผีปอบบอกว่า "คือยายมี ไม่ต้องไปเรียกหมอที่ไหนมา จะหนีแล้ว หลีกทาง จะไป" เมื่อพูดดังนั้นแล้วดิฉันก็อาเจียนออกมาจากนั้นก็หายเป็นปกติ
ตอนเช้ายายมีมาที่บ้านดิฉันแล้วถามว่า "มึงเป็นอย่างไร ถึงได้พูดออกมาให้เขาฟัง ขายหน้าขายตาหาว่าเป็นนปอบ มึงพูดออกมาอย่างนี้ มันเสียหาย" ดิฉันตอบแกว่า "ฉันไม่ได้แกล้งพูด มันเป็นไปเอง วันนี้ฉันจะไปกราบหลวงพ่อบุญทัน ปรึกษาท่านว่ามันเป็นเพราะอะไร" "ไม่ได้เป็นปอบจะไปพิสูจน์ให้ได้" ยายมีพูดจบก็กลับไปเตรียมของไปวัดเช่นกัน ดิฉันไปกราบหลวงพ่อที่วัด ท่านบอกว่า "เหตุทุกอย่างมันเกิดจากการสร้างบ้าน ผิดสัจจะไม่ได้ตามฤหษ์ที่อาตมาให้"
ยายมีพูดขึ้นว่า "เขาว่าฉันเป็นปอบจริงไหมเจ้าค่ะ" หลวงพ่อตอบว่า "อาตมาเป็นปอบมันตามเจ้ามา เจ้านั่งอยู่ขณะนี้มันยังอยู่กับเจ้า" ยายมีตอบว่า "แม่ย่าของดิฉันเสียไปแล้ว" หลวงพ่อว่า "เมื่อแม่ย่าของเจ้าตาย ปอบเลยมาอยู่กับเจ้า เจ้าจงไปหาหมอมารักษาเถิด"
ต่อมาสถานีวิทยุกระจายเสียงประเทศไทย หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ขอนแก่น ได้จัดให้มีการประกวดหมอลำเรื่องต่อกลอน มีหมอลำเข้าร่วม 35 คณะ พวกเราไปกราบปรึกษาหลวงพ่อ เราตอบตกลงกันว่าถ้าท่านดูว่าพวกเราจะไม่ได้รางวัล เราจะไม่เข้าประกวด แต่ถ้าหลวงพ่อบอกว่าดี เราจึงจะเข้าประกวด
หลวงพ่อบอกว่า "ถ้าประกวดก็พอไปได้ แต่อาจจะแพ้เขาในด้านการเงิน บางคนอยากได้ชื่อเสียงเขาอาจจะเล่นเงิน" พวกเราจึงกราบอาราธนาให้ช่วยพวกเราให้ได้รางวัลที่ 1 ให้ท่านเพ่งจิตแผ่บารมี ให้คนไหลมาเทมา ในวันที่พวกเราแสดง
หลวงพ่อบอกว่า จะทดลองกับพวกเราเป็นคณะแรก แต่เราต้องทำความดี ไหว้พระสวดมนต์ และเลิกดื่มสุรา "ปีนี้คณะของเรายังคงมีอุปสรรคมาก เพราะพวกเราเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ จะมีอะไรหลายอย่างมาทดลองจิตใจ ขอให้อดทนเอา"
วันแข่งขันประกวดหมอลำยังเหลือเวลาอีกร่วมเดือน คณะของเราจึงยังคงไปแสดงตามงานต่าง ๆ แต่อุปสรรคสารพัดก็บังเกิดขึ้น ส่วนมากจะมีคนเมามารบกวน นำสุรามาบังคับให้ดื่ม ถ้าไม่ดื่มเขาก็ไม่พอใจหาว่าเราดูถูก ดิฉันต้องคอยแก้ปัญหา เพราะถ้าหากมีใครนำสุราขึ้นมาบนเวที วันนั้นผู้คนจะไม่สนใจฟังหมอลำ จะเกิดความวุ่นวาย มีเสื่องชกต่อยกันตลอดทั้งคืน
เมื่อดิฉันนำเรื่องไปกราบเรียนหลวงพ่อ ท่านพูดว่า "ปีนี้ให้วงเราตั้งสัจจะปฏิญาณตน เลิกดื่มสุราและเลิกสูบบุหรี่ หากมีมารผจญมาก อาตมาจะเอาเทียนให้ ซึ่งเคยเห็นผลมาแล้ว เพลิน พรหมแดน นักร้องเพลงลูกทุ่งบอกว่า มีคนตามฆ่าเขา จึงมีคนแนะนำให้เขามาขอความช่วยเหลือ"
"อาตมาจึงให้เทียนเล่มนี้ไป ปรากฏว่า มีคนยิงเขา แต่ลูกกระสุนไปโดนคนอื่นแทน เขาจึงเชื่อถือมาก" หลวงพ่อเอาเทียนส่วนที่เลือมอบให้คุณบุญถือ เพื่อเอาไปจุดทำน้ำมนต์เวลาไว้พระ แล้วให้สมาชิกดื่มหรือใช้พรมเวที เพื่อความเป็นสิริมงคล
ครั้งหนึ่งวงรัตนศิลป์ไปแสดงที่อำเภอน้ำยืน ระยะทางไกลมากถนนไม่ดี รถจึงวิ่งไม่ได้เร็ว คณะหมอลำเดินทางไปถึงวัดที่จัดงานเกือบ 2 ทุ่ม ผู้คนรอชมอยู่เต็มบริเวณวัด หมอลำฝ่ายชายรีบเอาผ้าฉากมากางที่เวทีเล็ก ติดตั้งเครื่องปั่นไฟฟ้าและลำโพง ฝ่ายหญิงก็รีบล้างหน้าแต่งตัว แต่งหน้า โดยไม่ทันได้อาบบน้ำ คุณบุญถือทำหน้าที่ตั้งหิ้งพระเล็กข้างมุมเวที สวดมนต์ไหว้พระ นำเทียนที่หลวงพ่อให้ ทำน้ำมนต์ใส่ถังไว้
เมื่อคุณบุญถือสวดมนต์จบ อาสาสมัครที่มารักษางานได้มาตรวจ ซึ่งบางคนดื่มสุราจนเมามาย เมื่อมาถึงเวที พวกเขาได้กระโดขึ้นมาแล้วถามว่า ใครเป็นนางเอก แล้วเข้าไปนั่งใกล้กลุ่มผู้หญิง เอาสาโทมาบังคับให้คุณบุญถือดื่ม เมื่อบอกว่าดื่มไม่ได้ก็เอาไปให้คนอื่นดื่ม แต่ไม่มีใครยอมดื่ม เมื่อเห็นหมอลำไม่รับสาโท อาสาสมัครพวกนั้นก็ไม่พอใจหาว่าหยิ่ง หมอลำผู้ชายกลัวจะมีเรื่อง จึงหลบขึ้นไปอยู่บนหลังคารถ
ดิฉันจึจุดธูปอธิษฐานถึงหลวงพ่อ เพราะพวกเรากำลังตกที่นั่งลำบาก อาสาสมัครพวกนั้นจึงพูดขึ้นว่า "ไหว้ครูหรือ พวกผู้ชายไปไหนหมด" แล้วพวกเขาก็เข้ามานั่งเบียดดิฉัน ดิฉันเอาความดีเข้าสู้บอกเขาว่า "พวกเรายังไม่ไกนข้าว น้ำก็ยังไม่ได้อาบ พวกคุณไม่ควรเอาสุรามาให้ดื่ม เพราะพวกเราทำงานรับจ้าง ขอสถานที่ให้พวกเราแต่งตัวเถิด" อาสาสมัครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "เจ๊เขาพูดถูก พวกเรารบกวนเขามากแล้ว เราลงไปข้างล่างกันเถิด"
อีกคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "ก่อนลงไปขอดื่มน้ำก่อน" ดิฉันจึงตักน้ำมนต์ที่ทำจากเทียนหลวงพ่อมาให้อาสาสมัครคณะนั้นดื่ม เมื่อเขาดื่มน้ำมนต์แล้ว เขาพูดขึ้นว่า "พวกเราทำไม่ถูกเรามารบกวนน้องเขานานแล้ว เราลงไปดีกว่าเขาจะได้แต่งตัว" พอคนนั้นพูดจบ คนต่อไปก็ขอน้ำดื่ม ดิฉันจึงเอาน้ำมนต์มาให้ดื่มกันหมดทุกคน พวกเขาก็ถือเอาไหสาโทลงไปดื่มใต้ต้นมะขามใหญ่ ประมาณเกือบชั่วโมงอาสาสมัครพวกนั้นก็นอนหลับหมด จากนั้นจนสว่างก็ไม่มีอะไรมารบกวนเราอีกเลย
ช่วงการประกวดหมอลำที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เมื่อถึงวันที่คณะรัตนศิลป์ของเราจะแสดง เราไปกราบเรียนหลวงพ่อให้ท่านแผ่เมตตาช่วย ปรากฏว่าการประกวดทั้งสองครั้งคนมาฟังมากมาย จนเหยียบท่อน้ำประปาข้างเวทีแตกหักหมด กำแพงก็พัง จนในที่สุดคุณวิชัย จันทร์เจริญ โฆษกได้ประกาศยกโล่รางวัลที่ 1 ให้วงรัตนศิลป์
หลังจากได้รับโล่รางวัล ชื่อเสียงของคณะเราก็โด่งดังยิ่งขึ้น เมื่อหลวงพ่อเลือกทำเลให้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ การงานก็ดีขึ้น ดิฉันมีรถหกล้อ รถบัส เพราะบารมีธรรมช่วย ปัญหาในคณะ สมาชิกคนไหนไม่เลิกดื่มสุราก็อบรมให้เลิก ถ้าใครทำไม่ได้ก็ให้ออกไป
เมื่อตั้งสำนักงานใหม่ที่ข้างสถานีรถไฟ หลวงพ่อให้พวกเราหาผู้ชาย 2 เสียง มาเล่นตลก ดิฉันหนักใจ เพราะหาไม่ได้ จึงกลับไปกราบเรียน ท่านบอกว่า "อีกไม่นานก็จะมา"
วันหนึ่งมีคนสองเสียงมาจากอำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เขาชื่อสุพิน เสียงใส นับเป็นปาฏิหาริย์ที่หลวงพ่อเรียกเขามาได้เมื่อดิฉันพาเขาไปหาหลวงพ่อ ท่านว่า "คนนี้ถูกต้องแล้ว" พอคณะเรามีคนสองเสียงมาเล่นร่วมวง ผลงานคณะก็ยิ่งดีขึ้น
กฏระเบียบของรัตนศิลป์ รถทุกคันจะรับเหมางานนอกไม่ได้ เพราะเรากลัวคนจะเอาสุราขึ้นไปดื่มบนรถ เพราะอาจจะเกิดปัญหา ทำให้รถวิ่งไมได้ หรือมีอุปสรรคขึ้นมา
ครั้งหนึ่งคณะรัตนศิลป์จะไปแสดงที่อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ รถบัสประจำคณะเราวิ่งไปตามเส้นทางสาย ชัยภูมิ - นครสวรรค์ พอวิ่งเลยหนองบัวระเหว แถวบ้านบ้านทรัพย์สมบูรณ์ เครื่องยนต์ดับกลางทาง พอตรวจดู เครื่องยนต์ก็เป็นปกติ ดิฉันเลยคิดว่าพวกเราคงทำผิดศีลธรรมบางอย่าง จึงช่วยกันเก็บดอกไม้แต่งขันธ์ห้า กราบไหว้รถและระลึกถึงหลวงพ่อขออโหสิกรรม
ขณะนั้นมีรถปิคอัพวิ่งผ่านมา มีชายหนุ่ม 3 คน ขับรถมาจอด แล้วถามว่า "ไหว้อะไรกัน" ดิฉันตอบว่า "รถวิ่งมาดี ๆ เครื่องก็ดับ จึงไหว้ ขอให้รถสตาร์ทติด" พวกเขาหัวเราะและบอกว่า ลงเนินไปมีร้านซ่อม พวกเขาจะช่วยเข็น
ฉันจึงเช่ารถเด็กพวกนี้ไปหาตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพื่อโทรไปกราบเรียนหลวงพ่อ เพราะกลัวจะไปไม่ทันงาน ท่านบอกให้ไปหารถคันใหม่มาทดแทน และว่า "มีอุปสรรคแบบนี้จะมีโชคหารถคันใหม่ได้ ทุกอย่างจะดีเอง"
พวกเด็กหนุ่มพาดิฉันขับรถไปทางชัยภูมิ เห็นรถบัสคันหนึ่งจอดอยู่ริมห้วย เขาจึงตะโกนบอกเจ้าของรถว่า มีหมอลำอยากเช่ารถไปอำเภอศรีเทพ พอดิฉันไปคุย คนขับก็ตอบตกลงฉันเห็นทะเบียนรถคันนั้น ลง 959 ฉันนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อว่า "มีอุปสรรคแล้วจะมีโชค"
พอไปงานแสดงกลับมาฉันไปถามที่อู่ซ่อมรถ เขาบอกว่า "ไม่มีอะไรเสียและไม่ได้ซ่อมอะไรเลย เราไปได้ไม่นาน รถก็สตาร์ทติด"
เมื่อกลับถึงบ้าน ดิฉันไปร้านขายขนมถามเขาเรื่องซื้อหวยเขาตอบว่า "ถ้าอยากถูกหวย 2 แสนบาทต้องซื้อสองร้อยตัวเป็นเงิน 2,400 บาท ฉันฝากเขาซื้อ 59 ซึ่งเป็นทะเบียนรถคันนั้น พอหวยออกฉันถูกหวย 2 แสนบาท นับเป็นเงินสวรรค์ทรงประทานมาให้
ครั้งหนึ่ง พระธรรมฑูตว่าจ้างไปแสดงงานทำบุญกฐินอุทิศส่วนกุศล ที่ จ.ร้อยเอ็ด คืนนั้นขณะที่มหอลำกำลังแสดงอยุ่ ดิฉันเข้านอนก่อนและฝันว่าเดินไปกับคุณบุญถือในลำห้วย เห็นปลานิลตัวใหญ่มากมาย เราจับเอาปลาใส่จนเต็มปี๊ป มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนดูอยู่บนริมฝั่งลำห้วย แต่งตัวเหมือนคนโบราณเธอพูดขึ้นว่า "ถ้าเอาปลาไป ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ฉันด้วย ถ้าไม่ทำเจ้าจะมีอันเป็นไป" พูดจบเธอก็หายไป
ตอนเช้ารถหมอลำเตรียมจะไปแสดงงานใหม่ มีรถปิคอัพคันหนึ่งจอดกุญแจหักคาพวงมาลัยอยู่ตรงทางขึ้น ถามหาเจ้าของรถก็ไม่เห็น ทุกคนต่างหมดปัญญา เพราะถนนสูงชันและทางขึ้นลงเพียงช่องเดียว รถปิคอัพคันนั้นเข็นก็ไม่ได้ เราได้ชาวบ้านมาช่วยเอามีดเอาจอบมาให้ เพื่อทำทางช่องใหม่ทำกันจนสี่โมงเช้า
ดิฉันนึกถึงความฝันของตนเอง จึงให้พ่อสุ่มหมอแคนไปถวายสังฆทานกับพระธรรมฑูต 1,500 บาท ส่วนดิฉันเร่งดูแลการทำทางให้เสร็จโดยเร็ว เพราะต้องรีบไปแสดงที่อื่นต่อ
ประมาณ 11 โมงเช้า รถทุกคันออกเดินทางได้หมด ต่างรีบวิ่งอย่างรวดเร็ว แต่รถบัสวิ่งผ่านอำเภอเมืองสรวงจะไปร้อยเอ็ด เครื่องยนต์เกิดดับ ทำอย่างไรก็ไม่ติด ดิฉันหนักใจมาก บังเอิญเจอรถพ่อของหางเครื่อง เขาจึงพาเข้าไปหาเช่ารถที่อำเภอสุวรรณภูมิ แต่ตกลงคันไหนก็ไม่ได้ ดิฉันจึงหาร้านโทรศัพท์โทรหาหลวงพ่อ ท่านบอกให้ไปหาใหม่อีกครั้ง ดิฉันจึงกราบเรียนเรื่องที่ดิฉันฝันว่าไปจับปลากับคุณบุญถือที่ลำห้วยและให้พ่อสุ่มไปถวายสังฆทานแล้ว
หลวงพ่อว่า "ให้พ่อสุ่มไปแทนนั้น เขาไม่ได้รับ ตัวเราต้องไปทำเองเขาถึงจะได้รับ" แล้วท่านบอกต่อว่า "ไปหารถคันใหม่ได้ ขอให้โชคดี ถ้าทำบุญอุทิศส่วนบุญให้เขาแล้ว จะได้รับโชคใหญ่" ดิฉันจึงมีกำลังใจวิ่งหารถ เจอรถคันหนึ่ง คุยเรื่องราวให้เจ้าของรถฟัง เขาตอบตกลงอย่างง่ายดาย
เราออกจากสุวรรณภูมิตอนบ่ายสามโมง ดิฉันภาวนาขอให้หลวงพ่อช่วยอย่าให้ทางโน้นมีปัญหา ดิฉันให้เด็กแต่งตัวแต่งหน้าบนรถขณะที่วิ่งไป รถไปถึงงาน 3 ทุ่มเศษ เจ้าภาพไม่มีปัญหาอะไร เมื่อเลิกจากงานแสดง รถวิ่งผ่านขอนแก่นจะไปแสดงต่อ ดิฉันจึงได้เข้าวัดไปทำบุญ กับหลวงพ่อ อุทิศส่วนกุศลไปให้เขา 3,000 บาท
ฉันคิดถึงเมื่อครั้งที่เราเหมารถมาแทนรถบัสคราวก่อน เราได้โชคจากการซื้อหวย เพราะเลขทะเบียนรถคันที่มาแทน
ครั้งนี้เราจึงซื้อเลขท้ายของรถบัสคันนี้อีก ปรากฏว่าเลขข้างล่างออก 98 ดิฉันได้งวดนี้อีก 290,000 บาท ส่วนยายสำได้เลขรถคันที่กุญแจหักคาพวงมาลัย เขาซื้อเลขรถมอเตอร์ไซด์ ได้มอเตอร์ไซด์ พร้อมเงินอีก 30,000 บาท เด็กในวงถูกกันเกือบทุกคน
ครั้งหนึ่งศูนย์รวมหมอลำบ้านพักทัมใจ จัดสัมมนาหมอลำศูนย์ลำหมู่ลำกลอนโดยบริษัทโอสถสภาเต็กเฮงหยู เชิญให้ไปประชุมสัมมนาที่ชะอำ คุณแม่ฉวีวรรณผู้จัดการบ้านพักทัมใจอยากได้รถบัสของวงรัตนศิลป์ไป เพราะเห็ฯว่าพวกเราปฏิบัติธรรม
ดิฉันจึงบอกว่ารถบัสของเราคนที่ดื่มเหล้าจะขึ้นไม่ได้ต้องไปกราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อก่อนว่าท่านจะเห็นด้วยไหม คุณแม่ฉวีวรรณพร้อมคุณบุญเยี่ยม หัวหน้าคณะเทพประสิทธิ์ศิลป์ ประธานชมรม พร้อมคณะจึงไปกราบเรียนหลวงพ่อ
หลวงพ่อท่านตอบว่า "คุณบุญถือกับคุณยุพาเขาเคร่งครัดต่อธรรม กว่าจะมาถึงวันนี้เขาฝ่าฟันอุปสรรคมามาก คณะกรรมการจะรับรองได้ไหมว่าจะไม่นำสุราขึ้นรถและไม่ให้ดื่มสุรา" พ่อบุญเยี่ยมตอบว่า "ผมจะคัดเอาคนที่ไม่ดื่มสุรามาขึ้นรถคันนี้ ถ้าใครจะดื่มสุราก็ให้ไปขึ้นคันอื่น"
หลวงพ่อบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นอาตมาก็อยากให้รถไปเพระาจะมีสิ่งที่ดีรออยู่" คำพูดของหลวงพ่อที่ว่า "สิ่งที่ดีรออยู่" ทำให้ดิฉันอยากจะไปเห็นมาก
เมื่อไปถึงชะอำ บริษัทจัดเตรียมที่พักริมทะเลไว้ต้อนรับพวกเรา ตามโต๊ะอาหารมีป้ายปักเบอร์รถแยกเป็นกลุ่มโต๊ะอาหารของรถรัตนศิลป์จะมีแต่น้ำอัดรถและน้ำเปล่า ส่วนกลุ่มอื่นนั้นจะมีทั้งเบียร์และสุรา กลุ่มรถรัตนศิลป์เมื่อรับประทานอาหารอิ่มแล้วก็นั่งคุยกัน ส่วนกลุ่มที่ดื่มสุราจะส่งเสียงดังขึ้นไปเรื่อย
เมื่อถึงเวลาประชุมสัมมนา คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายห้างของบริษัทโอสถสภาเค็กเฮงหยู ขึ้นกล่าวบนเวที ยกตัวอย่างชมเชยกลุ่มที่นั่งรถรัตนศิลป์มา หัวหน้าคณะไม่ยอมให้ดื่มสุราเพราะรักษากฏระเบียบทำให้มีความเรียบร้อยสมควรที่หมอลำทุกคณะจะนำไปปฏิบัติ
หลังจากคุณสุรัตน์กล่าวจบ ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทคอลเกต ปาล์มโอลีฟ จำกัด เข้ามาติดต่อขอสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์ให้คณะรัตนศิลป์ เป็นเวลา 6 ปี
นับเป็นบารมีของหลวงพ่อที่บอกว่าจะมีสิ่งที่ดีรออยู่ ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของบริษัทคอลเกตปาล์มโอลีฟ จำกัด ชื่นชมต่อพวกดิฉันมาก ตั้งแต่นั้นมาอุปกรณ์การแสดงต่าง ๆ ทางบริษัทคอลเกต ปาล์มโอลีฟ ช่วยสนับสนุน
หลวงพ่อท่านเป็นผู้รู้แจ้ง ใครคิดอย่างไรท่านล่วงรู้หมด ท่านรู้ว่าคนนั้นจะตาย คนนี้ไม่ตาย ท่านทักใครว่าจะตายก็ตาย ท่านทักคนนี้จะโชคมาก โชคน้อยก็เป็นไปตามนั้น
วันหนึ่งพวกเราไปถวายจังหันหลวงพ่อ ปู่บัวลีซึ่งเป็นพ่อคุณบุญถือขอไปด้วย ขณะหลวงพ่อฉันจังหันท่านนั่งมองมาแต่ทางปู่บัวลี เมื่อฉันเสร็จ ลูกศิษย์ลูกหาต่างกราบเรียนปรึกษาทุกข์สุข
หลวงพ่อทักพ่อปู่บัวลีก่อนคนอื่น "พ่อใหญ่ปีนี้กินข้าวได้ดีไหม" ปู่บัวลีตอบว่า "ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มันปวดแข้งปวดขา" หลวงพ่อพูดว่า "พ่อใหญ่ ปีนี้ จะไหวไหมหนอ หลวงพ่อเป็นห่งพ่อใหญ่มาก ให้ระมัดระวัง เพราะปีนี้ไม่ดี
อีกสองวันต่อมามีคนมาถามคุณบุญถือบอกว่า "พ่อใหญ่ตายแล้ว" ปู่บัวลีเป็นคนถือศีลกินทาน ท่านเสียชีวิตขณะที่กำลังทำพิธีสวดมนต์ ท่านจากไปโดยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไร
ดิฉันย้อนคิดถึงคำพูดหลวงพ่อ ท่านบารมีสูง มีหูทิพย์ ตาทิพย์ คนจะไปทำงานต่างประเทศ ต่างมากราบเรียนปรึกษาท่าน ถ้าคนไหนท่านว่าจะไม่ได้ไปก็ไม่ได้ไป ถ้าท่านบอกว่าคนไหนจะมีโชคก็ได้โชคจริง ๆ
ความมหัศจรรย์ในธรรมบารมีของหลวงพ่ออีกเรื่องหนึ่ง ถ้าวัดไหนฝนทำท่าจะตกในงานแสดงของพวกเรา ถ้าดิฉันโทรศีพท์ไปกราบเรียนให้ท่านภาวนาให้ ฝนที่ทำท่าจะตกนั้นก็จะหายและไปตกที่อื่นแทน
บางครั้งคนที่ขับรถมาฟังหมอลำพูดให้ฟังว่า "ตอนขับรถมาฝนตกแรงมากน้ำนองเต็มทุ่งนา นึกว่าจะมาไม่ได้ แต่พอมาถึงที่แสดงกลับไม่มีฝนเลย
ครั้งหนึ่ง คณะรัตนศิลป์ไปแสดงที่บ้านนาหัววัว อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ฝนทำท่าจะตก ฟ้ามืดมาอย่างแรง ทุกคนคิดว่า วันนี้โดนหนักแน่ ดิฉันโทรไปกราบเรียนหลวงพ่อ แต่ปรากฏว่าไม่มีคลื่น ดิฉันหมดปัญญา จึงตั้งจิตจุดธูปอธิษฐานถึงหลวงพ่อ "ขอหลวงพ่อช่วยห้ามอย่าให้ฝนตกลงมา เพระาลูกจำเป็นต้องแสดง ข้าวของจะเสียหาย ถ้าจะตกขอให้ตกตอนหกโมงเช้าด้วยเถิด"
พูดจบแล้วดิฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว นึกในใจว่าหลวงพ่อท่านรับทราบและจะช่วยพวกเราแล้ว พอดิฉันปักธูปลงท้องฟ้สที่กำลังมืดครึ้มก็ค่อย ๆ สว่าง มีเพียงละอองฝนโปรยปรายเล็กน้อยเท่านั้น
พวกเราแสดงไปเรื่อย ฝนก็ไม่ตก แต่พอถึงหกโมงเช้า ตามกำหนดที่ขอไว้ ฝนตกลงมาหนักมาก พวกเราเก็บของไม่ทัน น้ำไหลสูงเกือบถึงเข่า พวกเรามีความภาคภูมิใจต่อบารมีธรรมของหลวงพ่อ และเกิดความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
พวกเราขอตั้งจิตตั้งใจมั่น อุทิศตนเป็นลูกศิษย์ที่ดีขอกราบ ฝากกายถวายชีวิตไว้ใต้ร่มเงาบารมีธรรม ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อตลอดไปจนชั่วชีวิตนี้.>> |